<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารรัฐบาล 20 กระทรวง]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/index/id/2978</link>
<atom:link href="https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/index/id/2978" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“สุรศักดิ์” ผลักดัน “ไทยเที่ยวไทย พลัส” กระตุ้นการท่องเที่ยว 5 แสนสิทธิ รัฐช่วยค่าที่พัก 50% ผ่านแอปฯ “เป๋าตัง”]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/523322</link>
<guid isPermaLink="false">52dd6e85329dff4dabef1e35e0f22c62</guid>
<pubDate>Sat, 18 Jul 2026 11:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ&nbsp;เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดต่างชาติเพียงด้านเดียว และสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน โดยผลักดันโครงการ &ldquo;ไทยเที่ยวไทย พลัส&rdquo; วงเงินรวม 1,750 ล้านบาท ในรูปแบบ Co-payment เพื่อสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทย ผ่านการช่วยสนับสนุนค่าที่พักในอัตรา 50% ไม่เกิน 3,000 บาทต่อสิทธิ จำนวน 500,000 สิทธิ ให้สิทธิสูงสุด 5 สิทธิต่อคน พร้อมมอบคูปองดิจิทัลมูลค่า 500 บาท สำหรับใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าบริการด้านการท่องเที่ยวผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด คาดว่าจะเปิดให้ใช้สิทธิช่วงปลายปี 2569 นอกจากนี้ยังเตรียมมาตรการสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบิน 400 บาทต่อเที่ยว สำหรับการเดินทางไปเมืองหลัก และ 600 บาทต่อเที่ยว สำหรับเมืองรอง ผ่านการจองตรงกับสายการบินที่เข้าร่วมโครงการ ควบคู่กับการผลักดันโครงการ Thailand All Connect สนับสนุนเที่ยวบินประจำและเที่ยวบินเช่าเหมาลำ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและกระจายรายได้สู่แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ อีกทั้งยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยด้วยการนำเทคโนโลยี AI กล้องอัจฉริยะ ระบบสแกนใบหน้า และโดรนตรวจการณ์มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลนักท่องเที่ยว รวมทั้งพัฒนาการให้บริการตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและสนามบิน ภายใต้แนวคิด &ldquo;สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย&rdquo; เร่งเพิ่มช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยผ่านเครือข่าย Influencer ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ผลักดัน Soft Power ของไทยสู่สายตานานาชาติ โดยย้ำว่า จะเร่งผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อกระตุ้นการเดินทาง สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ กระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานราก และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและปลอดภัย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/2026071804a380ccc5917ba456a469871dd8035e115215.jpg' type='image/jpg' length='1564615' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือ “สี จิ้นผิง” เปิดประตูความร่วมมือไทย-จีนรอบใหม่ ดึง AI การลงทุน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างโอกาสเศรษฐกิจไทย ยกระดับความมั่นคง]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/523320</link>
<guid isPermaLink="false">6b0fae29fdb11ebd6d0648b721eb9166</guid>
<pubDate>Sat, 18 Jul 2026 11:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16 - 20 กรกฎาคม 2569 โดยได้กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 ภายใต้หัวข้อ &ldquo;AI Partnership for a Brighter Future&rdquo; ซึ่ง AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในทุกด้าน ทุกประเทศควรร่วมกันกำหนดทิศทางและกติกาในการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งนายสี จิ้นผิง ได้ย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีน คือ ครอบครัวเดียวกัน และจีนพร้อมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลไทยเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน โดยมุ่งสร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศไทยผ่านความร่วมมือด้านเศรษฐกิจรอบใหม่ ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีสุขภาพ พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมสีเขียว โดยไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตและสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค พัฒนาบุคลากรไทย และเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อสร้างงานคุณภาพและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย และเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การค้า และโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ พัฒนาโครงข่ายรถไฟในภูมิภาค เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการเดินทางของประชาชน ส่วนด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้จัดตั้งกลไก 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีน เพื่อเป็นเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ ยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยและเสถียรภาพของภูมิภาค</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/202607180a33a156524e24a818f72abd12e74529115050.jpg' type='image/jpg' length='1415504' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พาณิชย์” เผยครึ่งปีแรกธุรกิจตั้งใหม่ 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.13% สะท้อนความเชื่อมั่น นักลงทุนต่างชาติ]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/522965</link>
<guid isPermaLink="false">d3a4ee4f6ffb2610f0ba3c833d519134</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 10:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนธุรกิจช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (มกราคม&ndash;มิถุนายน) มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่สะสม 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการขยายตัวของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ภัตตาคาร/ร้านอาหาร และร้านขายปลีกเสื้อผ้า ด้านการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เดือนมิถุนายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย 112 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 34,056 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจาก จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ขณะที่การลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีจำนวน 199 ราย คิดเป็น 31% ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด และมีมูลค่าการลงทุน 83,779 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนรวม สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยและพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนมีอาชีพและรายได้ผ่านธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีมาตรฐาน โดยสนับสนุนค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ พื้นที่จำหน่ายสินค้า และแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งเชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; และสิทธิประโยชน์จากนโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขยายฐานลูกค้า และยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20260717c519fa078b7f9e882d7e575ddf9b4131105846.jpg' type='image/jpg' length='1394473' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ยศชนัน” เปิดตัว “ThaiWater โฉมใหม่” ยกระดับแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำแห่งชาติ “ThaiWater Challenge” สร้างเครือข่ายเยาวชน รู้น้ำ รู้อากาศ ทั่วไทย]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/522961</link>
<guid isPermaLink="false">c0eac2b6958c615bbde3ff4b04596eb4</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 10:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงข่าว &ldquo;ThaiWater โฉมใหม่ : ยกระดับแพลตฟอร์มข้อมูลน้ำแห่งชาติ&rdquo; เพื่อยกระดับการบริหารจัดการน้ำของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร ภาคธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกัน สามารถติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ยังสามารถติดตามข้อมูลเรดาร์ฝน ปริมาณฝน ระดับน้ำ สถานการณ์เขื่อน พื้นที่เฝ้าระวัง และค่าฝุ่น PM2.5 โดยมีฟีเจอร์การแจ้งเตือนตามตำแหน่งที่ตั้ง และ &ldquo;พื้นที่ของฉัน&rdquo; ช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลและการแจ้งเตือนที่สอดคล้องกับพื้นที่ เพิ่มโอกาสในการเตรียมพร้อมและลดผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ ประชาชนสามารถใช้งาน &ldquo;ThaiWater&rdquo; ได้ผ่านเว็บไซต์ www.thaiwater.net และแอปพลิเคชันบนระบบ iOS และ Android ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อีกทั้งยังเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา และแพร่ ให้ใช้ ThaiWater และเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด เป็นเครื่องมือหลักในการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวัง วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง สื่อสารข้อมูล และเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชน เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังเปิดตัวโครงการ &ldquo;ThaiWater Challenge&rdquo; สร้างเครือข่ายเยาวชน รู้น้ำ รู้อากาศ ทั่วไทย&rdquo; เพื่อสร้างเครือข่ายนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยจะเปิดรับนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ภูมิภาค ภูมิภาคละประมาณ 50&ndash;100 คน เข้าร่วมกิจกรรมอบรมออนไลน์ในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อร่วมเป็นเครือข่ายเยาวชนและนำความรู้ไปถ่ายทอดสู่ชุมชนและสังคม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20260717df0c6a4e1152deb556c8368c0dc21777105823.jpg' type='image/jpg' length='1464706' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ตัดค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน 200 หน่วยแรก ลดเหลือ 3 บาท/หน่วย รอบบิล ส.ค. นี้]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/522515</link>
<guid isPermaLink="false">307f364b2b3e99be2d7befa9b62b96a8</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 09:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2569 มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และรองรับการลงทุนใหม่ โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับกำกับดูแล Data Center ให้ครอบคลุมประเด็นการใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก กฎหมาย สิ่งแวดล้อม และมลภาวะทางเสียง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ได้แก่ 1. แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากอัตราค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป 2. ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย ลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาทต่อหน่วย ให้มีผลในรอบบิลเดือนสิงหาคม 2569 &nbsp;3. ขยายมาตรการ Direct PPA ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด 4. กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center 5. กำหนดให้ผู้ประกอบการ Data Center รายใหญ่ต้องวางหลักประกันการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าและจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ 6. เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง โดยกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุอัตโนมัติ ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง 7. เดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน กำลังผลิตรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ กำหนดหลักการ 1 ตำบล 1 โครงการ ปรับวิธีคัดเลือกผู้พัฒนาโครงการจากระบบ &ldquo;ยื่นก่อนได้สิทธิก่อน&rdquo; เป็นการคัดเลือกด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ พร้อมกำหนดเพดานการได้รับคัดเลือกของผู้พัฒนาแต่ละรายไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม กระจายโอกาสสู่ทุกพื้นที่ และนำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคามาช่วยลดค่าไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/202607169cac610d4c9e80c110698ede2f1ade51095713.jpg' type='image/jpg' length='1329384' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม.ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ปรับเป็น 30 และ 15 วัน ป้องกันอาชญากรรม-ความมั่นคง]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/522139</link>
<guid isPermaLink="false">d2e0ec8186b35f912899ee57313f4a61</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทยเพิ่มเติม ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ เพื่อให้การอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ป้องกันการใช้สิทธิผิดวัตถุประสงค์ และยึดหลัก &ldquo;1 ประเทศ 1 สิทธิ&rdquo; โดยยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราแบบพำนักไม่เกิน 60 วันสำหรับ 93 ประเทศและดินแดน พร้อมปรับสิทธิใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และหลักต่างตอบแทน ซึ่งมาตรการใหม่กำหนดให้ 59 ประเทศและดินแดนได้รับสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน โดยเพิ่มสิทธิให้ 6 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย โครเอเชีย บัลแกเรีย ไซปรัส มอลตา และมัลดีฟส์ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศได้รับสิทธิในลักษณะเดียวกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจายกเว้นวีซ่าเชงเกนสำหรับคนไทย และการจัดทำความตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ให้มอริเชียสและเซเชลส์ได้รับสิทธิพำนักเพื่อการท่องเที่ยวไม่เกิน 15 วัน และกำหนดให้สิทธิการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือ Visa on Arrival ใน 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน เบลารุส และเซอร์เบีย ยกเลิกสิทธิ Visa on Arrival ของอินเดีย เพื่อไม่ให้เกิดสิทธิซ้ำซ้อน ภายหลังการทบทวนจะมีประเทศและดินแดนที่ได้รับสิทธิตามมาตรการต่าง ๆ รวม 65 ประเทศและดินแดน โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง 5 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 15 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยก่อนมาตรการใหม่มีผลใช้บังคับยังคงพำนักได้ตามสิทธิเดิมที่เหลืออยู่ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงจะยกระดับระบบ Thailand Digital Arrival Card (TDAC) เพื่อคัดกรองประวัติและตรวจสอบการเดินทางเข้า&ndash;ออกของชาวต่างชาติ การทบทวนมาตรการครั้งนี้ไม่ได้มุ่งลดโอกาสด้านการท่องเที่ยว แต่ป้องกันไม่ให้มาตรการด้านวีซ่าถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20260715d3f6923f64e519bf5bcb55ea5abd24fb090013.jpg' type='image/jpg' length='133943' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะสูตร “CARE” ปรับบำนาญชราภาพใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นธรรม]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/522136</link>
<guid isPermaLink="false">c47e1ca5250b1b23848af6892ca99303</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 08:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือ &ldquo;สูตร CARE&rdquo; (Career Average Revalued Earnings) มีเป้าหมายยกระดับความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้ประกันตนทั้งมาตรา 33 และมาตรา 39 สะท้อนระยะเวลาการส่งเงินสมทบที่แท้จริง และสร้างความยั่งยืนให้กองทุนประกันสังคมในระยะยาว โดยจะมีการปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน โดยจากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น ปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ ส่วนผู้ประกันตนที่จะมีสิทธิรับบำนาญภายในระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ หากคำนวณตามสูตรใหม่แล้วได้รับเงินบำนาญลดลง จะได้รับเงินชดเชยส่วนต่างตามสัดส่วนที่กำหนด ตั้งแต่ร้อยละ 100 ในปีแรก และทยอยลดลงจนถึงร้อยละ 20 ในปีที่ห้า โดยร่างกฎกระทรวงนี้กำหนดให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/2026071582f318ad796ef240651f93f3bde615ae085949.jpg' type='image/jpg' length='1366974' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. ปรับเกณฑ์ใหม่ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มกลุ่มเปราะบางเข้าถึงสิทธิ ประกาศผล 17 ก.ค. นี้]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/522135</link>
<guid isPermaLink="false">3a7e22fc9ec36d67dc869f70182c5775</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 08:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เสนอ ซึ่งการปรับปรุงเกณฑ์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีเป้าหมายเพื่อให้การช่วยเหลือของรัฐบาลเข้าถึงผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการให้มีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อเท็จจริง ดังนี้ 1. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายของโครงการฯ ปี 2569 โดยนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นกลุ่มชายขอบและกลุ่มตกหล่น จำนวน 5.4 ล้านคน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ 2. ไม่นำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้ 3. การพิจารณาเกณฑ์คุณสมบัติกรณีมีวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท จะไม่นับรวมวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม โดยจะมีการประกาศผลการพิจารณาในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) เมื่อประกาศผลแล้วผู้ได้รับสิทธิที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายเดิม) ไม่ต้องยืนยันตัวตน ส่วนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (รายใหม่) ต้องทำการยืนยันตัวตนทุกคน ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง หรือ หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง สำหรับการใช้สิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 และผู้ได้รับสิทธิรายใหม่ เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ส่วนผู้ไม่ได้รับสิทธิสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 17 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/202607153b15c7ad333e58e8f992637086c9d6e1085822.jpg' type='image/jpg' length='1263183' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภมาส” สั่ง สคบ. เร่งดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเหตุเพลิงไหม้ลาดพร้าว “จุลพันธ์” สั่งยกระดับมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานบันเทิง]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/521735</link>
<guid isPermaLink="false">84a54e2aa9dd4c2f2ba325cda13cfb2e</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;จากเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย และบาดเจ็บ 70 ราย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้อย่างละเอียด ดูแลผู้บาดเจ็บ ติดตามอาการผู้ที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ประสานติดต่อญาติผู้เสียชีวิต และดำเนินการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลตามกระบวนการ เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างรวดเร็วและครบถ้วน นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักร ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมจัดตั้ง &ldquo;ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ส่วนหน้า)&rdquo; ซึ่งขณะนี้ไปอยู่ที่สำนักงานเขตจตุจักร เพื่อรับเรื่องร้องเรียน รับเอกสารและพยานหลักฐาน ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย ทั้งยังเป็นตัวกลางประสานผู้เสียหายกับผู้ประกอบการเพื่อเข้าสู่กระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยและการเยียวยา หากผู้ประกอบการไม่แสดงความรับผิดชอบ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) พร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายแทนผู้บริโภค โดยไม่ให้ผู้เสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ขณะเดียวกัน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) เร่งดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นให้สถานประกอบกิจการตรวจสอบความพร้อมของระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซ ทางหนีไฟ และอุปกรณ์ดับเพลิง รวมทั้งจัดทำและฝึกซ้อมแผนอพยพหนีไฟอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ โดย สสปท. จะรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงนำไปจัดทำข้อเสนอแนะทางวิชาการและผลักดันมาตรการยกระดับความปลอดภัยในสถานบันเทิงและสถานประกอบกิจการที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20260714941a59b20e0b3dfc503880c1a18edfd6093748.jpg' type='image/jpg' length='1403667' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” Kick Off “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” สร้างรายได้ รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 10,000 บาท]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/521734</link>
<guid isPermaLink="false">b2690cf990c7edd5a5453d8209e10b69</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 09:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ใช้ระบบแฟรนไชส์เป็นเครื่องมือสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงธุรกิจที่ผ่านการพัฒนาและคัดสรรมาตรฐานจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยผู้ที่สนใจซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ (Franchisee) จะได้รับสิทธิประโยชน์และมาตรการสนับสนุนสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1. มาตรการร่วมจ่ายจากภาครัฐ (รัฐช่วยจ่าย 50%) ช่วยเหลือผู้สนใจที่จะมีอาชีพ โดยรัฐบาลจะร่วมอุดหนุนเงินทุนร่วมจ่ายค่าแพ็กเกจแรกเข้าให้ครึ่งหนึ่งทันที สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับแพ็กเกจแฟรนไชส์ราคาไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนเริ่มต้นในการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชน 2. การสนับสนุนทำเลค้าขายและยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ 6 เดือน โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ในการเปิดพื้นที่ทำเลศักยภาพในเครือโลตัส และแม็คโคร กว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยจะได้รับการยกเว้นค่าเช่าพื้นที่ฟรีในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งสามารถลดต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี 3. การสนับสนุนแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และการค้ำประกันสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เพื่อลดความกังวลด้านเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการ กรณีเงินลงทุนไม่เพียงพอ โดยมีสถาบันการเงินชั้นนำพร้อมให้การสนับสนุนสินเชื่ออัตราพิเศษ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้การค้ำประกันสินเชื่อให้ประชาชนที่สนใจสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจแฟรนไชส์ผ่านเว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ โดยสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/202607148c87ec4f9a5bef8817f72fe0e1a38c90093723.jpg' type='image/jpg' length='1455584' />
</item>
</channel>
</rss>
