<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวสารรัฐบาล 20 กระทรวง]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/index/id/2978</link>
<atom:link href="https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/index/id/2978" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“วราวุธ” แถลงผลสำเร็จ “อ้อยไทย ไร้ฝุ่น” ลดอ้อยเผาต่ำสุดในประวัติศาสตร์เหลือ 3.8%]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/504286</link>
<guid isPermaLink="false">3d456e33bc645c93071c99e58230f2e8</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 09:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงความสำเร็จภายใต้แนวทาง &ldquo;อ้อยไทย ไร้ฝุ่น&hellip;หนุนน้ำตาลไทยสีเขียว&rdquo; ซึ่งหลังการปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 2568/2569 ประเทศไทยสามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาเหลือเพียง 3.8% ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 10% และถือเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่สัดส่วนอ้อยสดเข้าหีบของโรงงานน้ำตาล 58 โรงงาน ใน 29 จังหวัด สูงถึง 96.20% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน&nbsp;โดยบางพื้นที่สามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาได้ต่ำสุดถึง 0.25% ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือภายใต้นโยบาย &ldquo;พลัง 3 ประสาน&rdquo; ประกอบด้วย ความร่วมมือจากเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 1.5 ล้านคนทั่วประเทศ&nbsp;ที่ปรับเปลี่ยนจากการเผาอ้อยมาเป็นการตัดอ้อยสดสะอาด ความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทั้ง&nbsp;58 แห่ง ในการบริหารจัดการระบบหีบอ้อยอย่างมีประสิทธิภาพ และการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวตามเป้าหมาย Net Zero 2050 ซึ่งการลดอ้อยเผาส่งผลให้สามารถลดปัญหามลพิษทางอากาศ ลดฝุ่น PM2.5 และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะปัญหาจากเขม่าควันการเผาอ้อยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และการตัดอ้อยสดยังช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำตาล ทำให้ผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ยต่อตันอ้อยเพิ่มขึ้นจาก 110 กิโลกรัม เป็น 113 กิโลกรัม ส่งผลให้เกษตรกรและโรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี คิดเป็นประมาณ 1% ของ GDP และไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล นอกจากนี้ยังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดในฤดูการผลิตปี 2567/2568 ซึ่งยังมีวงเงินเหลืออีก 470 ล้านบาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการช่วยลดฝุ่นจากการเผาอ้อย โดยจะเดินหน้าลดสัดส่วนอ้อยเผาทั่วประเทศให้ต่ำกว่า 3% มุ่งสู่เป้าหมาย Zero Burning ทำให้สัดส่วนอ้อยเผาเป็นศูนย์ และยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ &ldquo;อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20260519ea136ee223c204e73e6381fddcfa900e094128.jpg' type='image/jpg' length='1497845' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์ – เกษตรฯ - อว. พัฒนา “Big Data ข้าว” ใช้ข้อมูลดาวเทียมสร้าง Dashboard บริหารข้าว คาดการณ์ผลผลิตแบบเรียลไทม์]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/504283</link>
<guid isPermaLink="false">0dba1ec00300cc19bcc3d5e02e03ceb7</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 09:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าปฏิรูปการบริหารจัดการสินค้าเกษตร ผลักดันการพัฒนา &ldquo;Big Data ข้าว&rdquo; โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็น &ldquo;ข้อมูลชุดเดียว&rdquo;&nbsp;โดยใช้ระบบ Dashboard ในการบริหารจัดการข้าวทั้งประเทศ คาดการณ์ผลผลิตข้าว เพื่อสนับสนุนการติดตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ การวางแผนการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที ซึ่งระบบได้เชื่อมโยงข้อมูลจากดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และบูรณาการข้อมูลจากหลายภาคส่วน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยในการวางแผนและเตรียมความพร้อมด้านการเพาะปลูก ทั้งนี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ลงพื้นที่ อำเภอภาชี และอุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดตามและเร่งผลักดันการนำร่องระบบ Dashboard ไปใช้เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงปลายทางการตลาด ตั้งเป้าจะยกระดับระบบ ให้มีความแม่นยำเห็นผลภายใน 2 เดือน เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่ และจะขยายไปยัง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อพลิกโฉมการบริหารจัดการข้าวด้วยเทคโนโลยี Big Data และ AI ได้แบบเรียลไทม์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20260519386b4b84e969b8622b9ff9c10ecc0ac4094103.jpg' type='image/jpg' length='1601297' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“นิกร” เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผ่านโครงการครอบครัวอุปการะ บ้านเคหะเพื่อคนไทย ปฏิรูปฐานข้อมูลกลางด้านสวัสดิการ]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/503851</link>
<guid isPermaLink="false">c3606e1e59e05b508eff26085639a997</guid>
<pubDate>Mon, 18 May 2026 08:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เร่งเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และกลุ่มเปราะบาง ประกอบด้วย 1. โครงการ &ldquo;ครอบครัวอุปการะ&rdquo; โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นที่พึ่งให้กับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ด้วยการรับดูแลคนไร้ที่พึ่งในลักษณะ &ldquo;ครอบครัวดูแล&rdquo; โดยภาครัฐจะสนับสนุนค่าตอบแทนแก่ครอบครัวอุปการะ 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป มีสัญชาติไทย ไม่มีพฤติกรรมรุนแรง มีความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย และสามารถดูแลผู้รับการอุปการะได้อย่างต่อเนื่อง 2. โครงการ &ldquo;บ้านเคหะเพื่อคนไทย&rdquo; เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบซื้อ เช่า และเช่าระยะยาว โดยออกมาตรการช่วยลดภาระประชาชน ทั้งส่วนลดค่าเช่า และแคมเปญบ้านพร้อมอยู่กว่า 60 โครงการทั่วประเทศ ลดราคาสูงสุด 20% ผ่อนนานสูงสุด 40 ปี ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุใน 2 พื้นที่ ได้แก่ บางละมุง จังหวัดชลบุรี และร่มเกล้า กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับผู้สูงอายุ 3. ปฏิรูปฐานข้อมูลกลางด้านสวัสดิการ เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อน และให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก และผู้มีรายได้น้อย ซึ่ง พม. เร่งพัฒนาระบบ &ldquo;พม.แคร์&rdquo; เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางด้านสวัสดิการสังคม รองรับการยื่นขอรับความช่วยเหลือออนไลน์ การตรวจสอบสิทธิ และการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อประเมินความเดือดร้อนและจัดลำดับความช่วยเหลือ นอกจากนี้ นายนิกร ยังได้ร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยวาระใหม่แห่งการพัฒนาเมือง ภายใต้การประชุม World Urban Forum ครั้งที่ 13 (WUF 13) ได้กล่าวถ้อยแถลงเน้นย้ำว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ผลักดันแนวคิด &ldquo;บ้านเพื่อคนไทย&rdquo; เพื่อส่งเสริมที่อยู่อาศัยราคาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง และพัฒนาที่อยู่อาศัยไปสู่การเป็น Smart City โดยไม่ทำให้ประชาชนต้องย้ายออกจากพื้นที่เดิม</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20260518e2c1961b15653ef5eeea02cb233536c9084138.jpg' type='image/jpg' length='1481740' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สุริยะ” สั่งคุมเข้มคุณภาพทุเรียนไทย เปิดส่งออก 24 ชม. ตั้งเป้ารายได้ 1.5 แสนล้าน เปิดตัว “สวนทุเรียนคุณภาพ” ลดการใช้ปุ๋ยสารเคมี]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/503691</link>
<guid isPermaLink="false">a4d7087dd9782e33e0b22eb0996d0b0f</guid>
<pubDate>Sun, 17 May 2026 10:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามสถานการณ์ส่งออกทุเรียนและมาตรการควบคุมคุณภาพผลไม้ เพื่อเร่งยกระดับมาตรฐานทุเรียนไทยท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก ตั้งเป้าผลักดันการส่งออกทุเรียนไทยปีนี้ให้มีมูลค่า 150,000 ล้านบาท โดยคุณภาพและความเชื่อมั่น จะเป็นปัจจัยชี้ขาดในการรักษาตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย จึงได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรยกระดับมาตรการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มข้น ภายใต้นโยบาย &ldquo;4 ไม่&rdquo; ได้แก่ ไม่อ่อน ไม่หนอน&nbsp;ไม่สวมสิทธิ์ และไม่มีสารตกค้าง หากสุ่มตรวจพบทุเรียนด้อยคุณภาพ ทุเรียนอ่อน หรือล้งใดมีพฤติกรรมใช้สารเร่งสีเปลือกอย่าง Basic Yellow 2 สารแคดเมียมและหนอนเจาะผล จะดําเนินการระงับใบอนุญาตส่งออกทันที เพื่อรักษาความเชื่อมั่นต่อศุลกากรจีน (GACC) พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกการส่งออกตลอด 24 ชั่วโมง และเร่งเชื่อมระบบ e-Phyto และ TAS-License เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบย้อนกลับ ลดความซ้ำซ้อน และลดปัญหาสินค้าติดค้างหน้าด่าน นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวแปลงต้นแบบ &ldquo;สวนทุเรียนคุณภาพ&rdquo; ที่มุ่งลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร โดยส่งเสริมให้ชาวสวนใช้ปุ๋ยชีวภาพ ชีวภัณฑ์ และปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อยกระดับผลไม้ไทยให้สอดรับกับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและแนวโน้มตลาดโลกสีเขียว ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายค่าปุ๋ยค่ายา แก้ปัญหาสารตกค้าง และเพิ่มรายได้อีกด้วย อีกทั้งนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานด้านการเกษตรและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรับฟังปัญหาจากเกษตรกร มอบโฉนดเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ให้แก่เกษตรกรจำนวน 200 ราย เพื่อสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกิน และเร่งบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อรับมือกับภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20260517c89135e15d5206f87a012814a5c48dd1105911.jpg' type='image/jpg' length='1720558' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เยือนมรดกโลกศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม ผลักดันเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้สู่ชุมชน]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/503690</link>
<guid isPermaLink="false">ded6f26ee1b59abfe2ea6c25f203dc6e</guid>
<pubDate>Sun, 17 May 2026 10:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์เพื่อเยี่ยมชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพื่อติดตามการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพื้นที่ &ldquo;เมืองโบราณศรีเทพ&rdquo; โดยนายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมโบราณสถานสำคัญภายในพื้นที่ อาทิ เขาคลังใน ศาสนสถานสมัยทวารวดีอายุกว่า 1,400 ปี ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง ทับหลังอุมามเหศวร และ เขาคลังนอก โบราณสถานสำคัญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นเจดีย์สมัยทวารวดีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ค้นพบในประเทศไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;ประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย ประจำปี 2569&rdquo; เป็นงานบุญบั้งไฟที่ยิ่งใหญ่ ผสมผสานวัฒนธรรมอีสานเข้ากับท้องถิ่นได้อย่างลงตัว โดยมีการประกวดขบวนแห่บั้งไฟพุเตย จำนวน 16 ขบวน เพื่อสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีบุญบั้งไฟ ภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวอีสานที่ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากในพื้นที่โดยได้นำความเชื่อและวัฒนธรรมต่างๆ ติดตัวมาด้วย การจัดงานประเพณีฮักบั้งไฟพุเตย นอกจากจะเป็นการสืบทอดประเพณีความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว ยังถือว่าเป็นการสร้างเสริมแรงใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่มีความหวังว่าฝนจะตกตามฤดูกาลเพื่อให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน สร้างความสามัคคี และการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนในท้องถิ่น อีกทั้งยังส่งเสริมการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการตกแต่งขบวนแห่และการแสดงรำเซิ้งที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและตำนานพญาคันคาก-ผาแดงนางไอ่ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมการสืบสานประเพณีที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่า 25 ปี สะท้อนพลังความร่วมมือ ความอบอุ่น และความภาคภูมิใจของคนในชุมชนที่ช่วยกันรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่าไว้ได้อย่างเข้มแข็ง รัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งช่วยเผยแพร่ของดีจังหวัดเพชรบูรณ์ ทั้งมะขามหวาน ไก่ย่างวิเชียรบุรี และสินค้า OTOP ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/202605170f532308e05faebe1b5d765f6436e8eb105653.jpg' type='image/jpg' length='1718070' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดเวทีหารือ "ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง" รับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ปลดล็อกอุปสรรค ขยายการลงทุน สร้างงาน สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/503582</link>
<guid isPermaLink="false">936134f9e83a412193267680794893ae</guid>
<pubDate>Sat, 16 May 2026 07:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดเวทีหารือร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน &ldquo;ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง&rdquo; โดยเป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกในการปรับเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากการเป็นผู้ควบคุมมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกและสนับสนุน ปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน การจ้างงาน และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งข้อเสนอของภาคเอกชนแบ่งเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยรัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง และพร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง &ldquo;รัฐ-เอกชน&rdquo; ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยและประชาชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20260516a4d33982f5fd77b6cabb27c22264b494071940.jpg' type='image/jpg' length='153651' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“อุตุฯ” ประกาศไทยเข้าฤดูฝน 15 พ.ค. “มหาดไทย” สั่งผู้ว่าฯ 54 จังหวัด รับมือน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 15-18 พ.ค. ช่วยเหลือประชาชน 24 ชม.]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/503180</link>
<guid isPermaLink="false">34a6231da1cc353066748f96a566e0af</guid>
<pubDate>Fri, 15 May 2026 08:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ดร.สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ภาพรวมปริมาณฝนรวมของประเทศคาดว่าจะน้อยกว่าปี 2568 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณร้อยละ 10 ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายน ฝนจะเริ่มเพิ่มขึ้นและตกต่อเนื่องมากขึ้น จากนั้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ปริมาณฝนจะลดลง ทำให้อาจเกิดฝนทิ้งช่วง ก่อนที่ฝนจะกลับมาตกชุกหนาแน่นอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ อีกทั้งยังต้องติดตามสถานการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญ&ndash;ลานีญา หรือ ENSO อย่างใกล้ชิด โดยมีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าอาจมีพายุส่งผลกระทบไทยประมาณ 1-2 ลูก ในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้เปิด &ldquo;ศูนย์ติดตามฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน&rdquo; เพื่อติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อากาศอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังประกาศแจ้งเตือนประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก ช่วงวันที่ 15 - 18 พฤษภาคม 2569 กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัด 54 จังหวัด เตรียมพร้อมบุคลากร เครื่องจักรกลสาธารณภัย พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยอุทกภัย ประชาชนสามารถแจ้งเหตุหรือขอรับความช่วยเหลือ ผ่านสายด่วนนิรภัย 1784</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20260515d97bbbdc01091152622af1b897e9e52e084932.jpg' type='image/jpg' length='1458103' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ลงพื้นที่เกาะพะงัน-หาดฟรีด้อม เร่งปราบนอมินีต่างชาติ บุกรุกพื้นที่สาธารณะ ใช้กฎหมายเด็ดขาด คุ้มครองผลประโยชน์ประชาชน]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/502748</link>
<guid isPermaLink="false">80d60d10036cf66150b54b3a32ac05d1</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 07:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจค้นเป้าหมายชาวต่างชาติลักลอบครอบครองอสังหาริมทรัพย์วิลล่าหรู และติดตามการแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ ในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยระบุว่า ปัจจุบันพบการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติในหลายบริษัท เข้าข่ายการเป็นนอมินี ซึ่งตามกฎหมาย ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยได้ไม่เกิน 49% และต้องมีคนไทยถือหุ้นอย่างน้อย 51% แต่ปัจจุบันพบว่ามีบางกรณีที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือเปิดหลายบริษัทเพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นบริษัทของคนไทย ทั้งที่ในความเป็นจริง ชาวต่างชาติเป็นผู้ควบคุม บริหาร และตัดสินใจดำเนินธุรกิจทั้งหมด ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย&nbsp;โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินและการถือครองที่ดินอย่างละเอียด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น พร้อมทั้งเร่งจัดระเบียบพื้นที่ท่องเที่ยว รวมถึงแก้ไขปัญหากลุ่มอิทธิพล การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการเรียกเก็บผลประโยชน์โดยผิดกฎหมาย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาต้องปฏิบัติตามกฎหมาย รักษาสภาพแวดล้อม ขอให้ประชาชนทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้ใครมายึดครอง พร้อมทั้งจะจัดการสาธารณูปโภคที่เหมาะสม&nbsp;โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาให้หมดสิ้นเพื่อความผาสุกของสังคม และความสุขของประชาชนทุกคน นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการปราบปรามขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่า บริเวณพื้นที่ใกล้หาดฟรีด้อม จังหวัดภูเก็ต กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดผลกระทบในอนาคต รวบรวมข้อมูลเพื่อวางแผนบริหารจัดการและกำหนดทิศทางการบริหารจัดการหาดฟรีด้อมอย่างเป็นระบบ คุ้มครองสิทธิของประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/202605145d1ce41fc3cd25064773bf59ec31d303074506.jpg' type='image/jpg' length='1634998' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติงบกลาง บรรเทาค่าครองชีพผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เยียวยา-มอบสิทธิบัตรทองฮีโร่ ดูแลครอบครัวกำลังพลชายแดนไทย-กัมพูชา]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/502633</link>
<guid isPermaLink="false">a9424b9f84b23817d1144baed4f1209a</guid>
<pubDate>Wed, 13 May 2026 09:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. อนุมัติงบกลาง จำนวน 1,667.68 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ&nbsp;ปี 2565 จำนวน 13.33 ล้านคน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากและสังคมให้แก่ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล 2. อนุมัติงบกลาง จำนวน 452 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเยียวยากำลังพลที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจจากกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา จำนวน 91 นาย อีกทั้ง คณะรัฐมนตรียังได้มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา จำนวน 27 ราย โดยให้บุคคลในครอบครัวจำนวน 40 ราย ได้รับ &ldquo;สิทธิบัตรทองฮีโร่&rdquo; ให้สามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในขอบเขตเทียบเท่าสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เพราะกำลังพลคือผู้เสียสละเพื่อชาติ ปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน ต้องได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/202605139f28db0acc4d13e5975718f422771fe0091741.jpg' type='image/jpg' length='1493139' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ-ศุภจี ปล่อยขบวนรถพุ่มพวง “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” กระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนทั่วประเทศ 15 พ.ค. - 14 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2978/iid/502631</link>
<guid isPermaLink="false">dd2c01878da007ff4980678643215c2f</guid>
<pubDate>Wed, 13 May 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน&rdquo; พร้อมกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพิเศษสู่ชุมชนทั่วประเทศ ผ่านรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดบริการไปรษณีย์ไทย โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และผู้ประกอบการ เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดได้ยาก ตั้งเป้าช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ขอให้ประชาชนมั่นใจและสามารถเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ได้ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม - 14 มิถุนายน 2569 โดยผู้ประกอบการรถพุ่มพวงจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อพ่วงข้าง ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน อีกทั้งยังได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น (Starter Kit) โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น เพื่อทดลองตลาดและช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า แต่ต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด ติดป้ายแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าสามารถเข้าถึงสินค้าราคาพิเศษ และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา ซึ่งจะช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน และสร้างรายได้ให้รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiophitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/2026051300ee72147549903eb845bfe33b51de30091701.jpg' type='image/jpg' length='1656744' />
</item>
</channel>
</rss>
