คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กู้ยืมเงินวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถบรรเทาวิกฤตราคาพลังงาน ดูแลระดับราคาน้ำมันให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกในช่วงวิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกลดลง และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศและค่าครองชีพของประชาชน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจึงชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 ทำให้กองทุนเป็นหนี้ค้างจ่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวม 5.6 หมื่นล้านบาท และมีฐานะติดลบประมาณ 5.3 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง กระทบต่อความสามารถในการจัดหาน้ำมัน และมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในประเทศ ในวันที่ 10 เมษายน 2569 จึงได้ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการกู้ยืมเงิน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีแผนการใช้จ่ายเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงเดือนมิถุนายน - สิงหาคม 2569 และแผนชำระหนี้เงินกู้ ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2571 - สิงหาคม 2574 ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลวันที่ 28 เมษายน 2569 ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ 62,617.87 ล้านบาท โดยเป็นการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท สำหรับการชดเชยนี้ยังส่งผลทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันของไทยถูกกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนอีกด้วย โดยราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาท ขณะที่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 48.07 - 87.65 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร ขณะที่ มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ อยู่ที่ 43.54 – 118.56 บาทต่อลิตร